ความผิดทางอาญา | องค์ประกอบของความผิดทางอาญา | บุคคลผู้กระทำความผิดทางอาญา | การยกเว้นและลดหย่อนความผิดทางอาญา
ลักษณะ 10 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย | โทษทางอาญา | ความผิดลหุโทษ | สรุป

ความผิดทางอาญา

    การพิจารณาว่าผู้ใดกระทำผิดหรือไม่ จะต้องปรากฏว่าขณะนั้นมีกฎหมายบัญญัติว่า เป็นความผิดหรือไม่ ถ้าขณะกระทำไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด แม้ต่อมาภายหลังมีกฎหมายออกมาใหม่บัญญัติว่าเป็นความผิด ไม่สามารถนำกฎหมายนั้นย้อนหลังไปลงโทษผู้กระทำผิดได้

องค์ประกอบของความผิดทางอาญา

    ความรับผิดในทางอาญา จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ดังนี้

        (1) องค์ประกอบภายนอก ได้แก่ การกระทำ

        (2) องค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนา หรือ เหตุจูงใจ

บุคคลผู้กระทำความผิดทางอาญา

    1. ตัวการ หมายถึงผู้ลงมือกระทำความผิดโดยตรง

    2. ผู้ใช้ให้กระทำผิด ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีการอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด
ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

    3. ผู้สนับสนุน ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำผิด ก่อนหรือขณะกระทำผิด แม้ผู้กระทำผิดมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

การยกเว้นและลดหย่อนความผิดทางอาญา

    การยกเว้นและลดหย่อนความผิดในทางอาญามีหลายกรณี ดังนี้

1. ผู้เยาว์เป็นผู้กระทำผิด ตัวอย่างเช่น

เด็กอายุไม่เกิน 7 ปี กระทำความผิดได้รับการยกเว้นโทษ

เด็กอายุเกิน 7 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ ศาลอาจตักเตือน

เด็กอายุเกิน 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี กระทำผิดศาลจะลดโทษให้กึ่งหนึ่ง

เด็กอายุ 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี กระทำผิดศาลลดโทษให้ 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่ง

โทษประหารชีวิตห้ามใช้กับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ถ้ากระทำผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นจำคุก 15 ปี

2. การกระทำผิดเพราะความจำเป็น ไม่ต้องรับโทษ

3. การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คือให้พ้นจากอันตรายและสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องรับโทษ

4. การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ไม่ต้องรับโทษ

5. ผู้กระทำมีจิตบกพร่อง ไม่ต้องรับโทษ จิตบกพร่องได้แก่ เป็นโรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน เช่น คนบ้ากระทำผิด

6. เหตุเกี่ยวกับความเป็นสามีภริยาและเป็นญาติกระทำผิดต่อกัน ไม่ต้องรับโทษ หรือศาลจะลงโทษเพียงเล็กน้อยก็ได้ เช่น ลักทรัพย์ วิ่งราว ฉ้อโกง

7. กระทำผิดเพราะบันดาลโทสะ หมายถึง ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

ลักษณะ 10 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย

     ความผิดต่อชีวิต มาตรา 288 -294*

         มาตรา 288  ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

       *มาตรา 294 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้น

ไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ ถึงแก่ความตายโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     ความผิดต่อร่างกาย มาตรา 295*,296,299*,300*

      * มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      * มาตรา 299 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัสโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

      * มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตราสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    หมวด 3 ความผิดฐานทำให้แท้งลูก มาตรา 301

    หมวด 4 ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บหรือคนชรา มาตรา 306,307

หมายเหตุ * หมายถึง ฐานความผิดที่พบว่ามีการกระทำผิดบ่อย


โทษทางอาญา

     โทษสำหรับผู้กระทำผิดทางอาญามี 5 ประเภท ตามความร้ายแรงมากจนถึงความร้ายแรงน้อย ดังนี้

1.  ประหารชีวิต คือ ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย

2.  จำคุก คือ การขังผู้กระทำผิดไว้ในเรือนจำ

3.  กักขัง คือ การขังผู้กระทำผิดไว้ในที่ซึ่งมิใช่เรือนจำ เช่น สถานีตำรวจ เป็นต้น

4.  ปรับ คือ ผู้กระทำผิดต้องชำระเงินตามจำนวนที่ศาลตัดสิน

5.  ริบทรัพย์สิน คือ การริบเอาทรัพย์สินของผู้กระทำผิดไปเป็นของรัฐ

ที่มา : www2.djop.moj.go.th/knowleged/aa12/ (2 กรกฎาคม 2549)

ความผิดลหุโทษ

     ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำ|
ทั้งปรับ ความผิดลหุโทษในประมวลกฎหมายอาญามี 32 ความผิด ตัวอย่างเช่น

  เจ้าหน้าที่ถามอายุแล้วไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกเท็จ ปรับไม่เกิน หนึ่งร้อยบาท

  ชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้ จำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท

  ทะเลาะอื้ออึงในทางสาธารณะ หรือสาธารณสถาน โทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

  เปลือยกายหรือเปิดเผยร่างกายหรือกระทำลามก ปรับไม่เกิน 500 บาท

ทารุณเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้ง

 

สรุป

     จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นหนึ่งในความผิดทางอาญาที่จัดอยู่ในความผิดลักษณะ 10 ซึ่งมีสาระสำคัญของความผิดต่อชีวิตประกอบด้วย มาตรา 288-294 และความผิดต่อร่างกายประกอบด้วยมาตรา 295-300 ซึ่งในที่นี้ได้นำมากล่าวไว้เป็นเพียงมาตราที่สำคัญๆ เท่านั้น สำหรับองค์ประกอบของความผิดทางอาญาก็ขึ้นอยู่กับความรับผิดทางอาญาที่มีองค์ประกอบภายในและภายนอก ว่าบุคคลที่กระทำผิดโทษจะหนักเบาขึ้นอยู่กับการที่เป็นผู้กระทำ ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้สนับสนุนประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่นอายุ ความจำเป็น บันดาลโทสะ เป็นต้น

     สำหรับผู้เยาว์ที่กระทำผิดก็จะได้รับโทษโดยมีเกณฑ์อายุของผู้กระทำผิดไว้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นการลงโทษตามกฎหมายซึ่งรุนแรงที่สุดก็คือ การประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตายห้ามใช้กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ส่วนความผิดลหุโทษเป็นการลงโทษไม่รุนแรงโดยจำคุก 1 เดือนปรับไม่เกิน 1,000 บาท อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นความผิดโทษหนักหรือเบา

 


ประกอบการเรียนการสอนวิชา ส 40204 ฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ครูผู้สอน ครูรัญญ์จินันท์ คำศรีสุขต์
ครูคศ.2 วิทยฐานะ ชำนาญการ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
ติดต่อครูผู้สอน